Kanokvalee님의 프로필^A^...Ks~LeE사진블로그리스트 도구 도움말

S. Kanokvalee

지역
사진(1/15)

^A^...Ks~LeE

Long Live the King


11월 30일

ไตรภาคี...ในสายตาของเด็กคนหนึ่ง

 
ไตรภาคี...ในสายตาของเด็กคนหนึ่ง

ก่อนจะเริ่มงานไตรภาคี หรือการประชุมวิชาการของคณะแพทยศาสตร์ของเราในปีนี้ ผมก็โดนคำสั่งมาขอเรื่องเกี่ยวกับงานนี้ เฮ้ย! จะให้เขียนอะไรละ งานวิชาการเยี่ยงนี้จะหยิบอะไรมาเขียนได้ เข้าใจคนหาสาระได้ยาก ๆ ในชีวิตอย่างผมหน่อย สุดท้ายมันจึงออกมาเป็นแบบที่จะได้อ่านกันต่อไปนี้ คืองานไตรภาคี งานประชุมวิชาการอันยิ่งใหญ่ สามวันรวดของคณะ ถูกมองออกมาผ่านสายตาของเด็กน้อยคนหนึ่งที่โดนจับหรือบังคับให้เข้าร่วมเป็นหมากตัวหนึ่งของกลุ่มคนฟัง ก็เล่นเชิญคนพูดมามากมาย ผมเคยคิดว่าการหาคนพูดยากแล้วนะ แต่เมื่อผ่านมาสามวันผมจึงเข้าใจว่าการหาคนมาฟัง มันยากยิ่งกว่า

ไตรภาคี คืออะไร ?

มาลองนึกย้อนดู มันเริ่มต้นจากเกือบสามเดือนก่อน ... วันนึงขณะเดินขึ้นบันไดหอพักก็เหลือบไปเห็นประกาศหยุดเรียนสามวัน ให้ไปประชุมวิชาการอะไรหว่า? บางคนก็คิดว่า มันจะได้หยุดจริงๆหรอ แล้วจะเรียนทันหรอ ทำไมต้องไปจัดไกลขนาดนั้นด้วย ปีที่แล้วยังจัดที่รพ.เลย แล้วเราต้องไปทำอะไรบ้างเนี่ย มีอีกหลายเสียงที่คิดว่า โดนเกณฑ์แน่ๆ ปิดรพ.ให้ไปฟัง ให้ไปเป็นหน้าม้าแน่ๆ ก็สบายดีไม่ต้องเรียนแถมข้าวฟรีด้วยแน่เลย และเมื่อพอใกล้วันจัดงาน ผมถึงเพิ่งได้เห็นว่ามีการแบ่งกลุ่มนิสิตแพทย์เพื่อบังคับ เอ้ย เพื่อจัดให้เข้าฟังในแต่ละห้องสัมมนา คิดว่าคงเพื่อไม่ให้ดูหน้าเกลียดถ้าพูดแล้วไม่มีใครมาฟัง แต่สงสัยคนจัดงาน คงคาดไม่ถึง ว่าวิธีนี้หาได้ใช้ได้กับนิสิตแพทย์แถวนี้ไม่ หลังจากไปร่วมงานมาครบสามวัน สภาพการณ์เป็นไปด้วยจำนวนนสพ.ที่สูญหายไประหว่างทางบ้าง หรือตั้งใจสาบสูญไปบ้าง ทำให้จำนวนคนต่อรถบัสที่จัดให้มาถึงแทบจะยุบเป็นรถนอนมายังเหลือพื้นที่เพียงพอต่อการเดินทางในยามเช้าและยามเย็น ประกอบกับข้าวกล่องต่อจำนวนคนที่กินยังไงก็ไม่มีทางหมด

วันแรกของการเปิดงาน

เป็นโอกาสอันดีที่ จะได้รับเสด็จสมเด็จพระเทพฯ ซึ่งพระองค์ท่านทรงเสด็จพระราชดำเนินมาเปิดงานประชุมไตรภาคีครั้งนี้ด้วย ทำให้พวกเราต้องตกใจในตารางรถออกจากองครักษ์ในวันแรกว่า ล้อหมุน ตีสี่ครึ่ง แต่ด้วยความเป็นจริงแล้ว ขึ้นชื่อว่า นสพ.จำนวนเด็ก ๆ มากมาย ทำให้การรวมพลต้องกรีฑาทัพนานหน่อย ล้อจึงได้หมุนจริงก็ปาไปเกือบ
6 โมงละคับงานนี้ ตะบึงมาให้ทันได้อย่างน่าชื่นชมจริงๆ

ธีมหลักของงานคืออะไร?

วันนี้เปิดงานผมถึงเพิ่งจะได้รู้ว่างานนี้มีชื่อเต็มๆว่า
International Medical Summit หรือที่พวกเราเรียกกันว่า งานไตรภาคี เนื่องจากเป็นการประชุมวิชาการในความร่วมมือของสามเจ้าพ่อยักษ์ใหญ่แห่งวงการแพทย์ เหอๆๆ เว่อร์ไปหน่อย จริง ๆ ก็คือเป็นความร่วมมือของคณะแพทยศาสตร์ มศว ร่วมกับมหาวิทยาลัยเซาธ์ฟลอริดา และศูนย์การแพทย์โรงพยาบาลกรุงเทพ ในธีมของงานครั้งนี้คือ Essential Medicine in the Globalization Era ซึ่งแม้จะเพิ่งรู้ชื่อธีมของงานครั้งนี้ แต่ทุกคนก็พยายามหาว่ามันเกี่ยวกับงานที่จัดบรรยายครั้งนี้ยังไง เพราะถ้าดูผ่าน ๆ แล้วเรื่องที่บรรยายในแต่ละห้องตามที่ดูในสูจิบัตรแล้วก็ไม่เห็นจะเกี่ยวกันตรงไหน ดังนั้นกลับมาหยิบสูจิบัตรอีกทีแล้วมองอย่างจริง ๆ จัง ๆ ( ไม่มองผ่านๆ ) ก็จะพอเห็นได้ว่า ในห้องใหญ่ เมื่อมองดูหัวเรื่องดี ๆ จะพบว่าในช่วงเช้าของห้องใหญ่ จะมีการบรรยายที่ตอบสนองในธีมของงานครั้งนี้อยู่ด้วย และเป็นอ.ชาวต่างชาติมาบรรยาย Prof. จะมา speak English ให้พวกเราเข้าฟังกันแต่เช้าในหัวข้อเช่น The industry of international medicine หรือเรื่อง Ethical issues in international medicine เป็นต้น ส่วนห้องอื่นๆ ยังหาความสัมพันธ์กับธีมของงานไม่ได้แน่ชัด

จัดงานกันที่ไหนเนี่ย?

เอ้อ ลืมบอกไปงานนี้จัดที่อาคารเฉลิมพระบารมี 50 ปี ซอยศูนย์วิจัย หรือเวลาโบกแท๊กซี่ต้องต่อท้ายว่า ซอยเดียวกับโรงพยาบาลกรุงเทพอ่ะพี่ เค้าถึงจะทำหน้าถึงบางอ้อ และยอมรับเราขึ้นรถมาด้วย โดยภายในอาคารจะมีห้องสัมมนาต่างๆมากมายให้ใช้ งานบรรยายครั้งนี้มีทั้งหมดประมาณ 5 ห้องบรรยาย ที่จะมีตารางการบรรยายไปเรื่อยทั้งวัน

ในวันแรกทุกคนต่างตกใจกับอากาศภายในอาคารแห่งนี้ว่า นี่พวกเรามาอยู่ขั้วโลกหรือไง เห็นเพนกวินเดินกันเต็มไปหมด ทำให้ทุกคนตั้งปณิธานมุ่งมั่นว่า ในเมื่อเขาสร้างบรรยากาศทุนดร้าเช่นนี้มา เราก็ต้องเตรียมกลายร่างเป็นชาวเอสกิโมกัน พรุ่งนี้ต้องพกมาทั้งสเวตเตอร์ ผ้าพันคอ ถุงมือ ที่ปิดหู หมวกไหมพรม มั้ยเนี่ย (ยังมีแอบคิดนะเนี่ยว่าจะ โดนหักหลังพรุ่งนี้มั้ย ขนมามากมายแต่เขาจะไม่เปิดแอร์หรือเปล่า หุหุ)   

อย่างที่บอกไว้ว่างานประชุมครั้งนี้มีหลายห้องบรรยาย ทำให้ฟังผมเล่าเรื่องงานนี้คนเดียวคงไม่ได้บรรยากาศในงานนี้ทั้งหมด และยิ่งหลงมาฟังผมเล่าก็คงไม่ได้อะไรที่เป็นวิชาการหรอกนะคับขอเตือนไว้ก่อน เพราะผู้ใดที่ไปร่วมงานมาทั้งสามวันก็คงได้วิชาการเน้นๆไปกันอย่างมากมายไปแล้ว เรียกว่า มาฟังผมเล่าเพื่อซึมซับกับเก็บตกงานไตรภาคีละกันนะคับ ^ ^ 

ใครมาร่วมงานกันบ้าง?

งานครั้งนี้เปิดให้บุคคลภายนอกที่สนใจเข้าร่วมงานด้วย โดยต้องเสียค่าลงทะเบียนเข้างานนะคับ ไม่ฟรีเหมือนนสพ.ที่ขนกันมาทั้งรถไปรับจากหอ เลี้ยงข้าวเช้า กลางวัน เย็น และเบรกอีกสองเวลาอาหาร แถมมีรถพากลับหอ บริการอะไรจะขนาดนี้แต่ก็ยังแอบสูญหายไปอีกระหว่างทาง เฮ้อ...  ส่วนของผู้สนใจที่มาร่วมงานก็มีบุคคลภายนอก และที่รู้จักก็เป็นรุ่นพี่ศิษย์เก่าของเราที่จบไปแล้ว ทำให้งานนี้กลายเป็นงานถามไถ่สารทุกข์สุขดิบของพี่ๆน้องๆ ร่วมถึงอาจารย์จากทางพรีคลินิกที่ไม่ได้พบกันมานาน มาอัพเดตข่าวคราวกันสนุกสนาน ซึ่งคนจัดงานนี้ได้รวมงานเลี้ยงรุ่นประจำปีเข้าไปด้วยเลยในคืนวันที่สองของการจัดงาน ผมไม่ได้อยู่แต่ได้ข่าวว่า อ.รุ่นพี่เราขึ้นไปอวดพลังเสียงกันไม่หวาดไม่ไหว
^ ^

เรตติ้งใครพุ่งกระฉูด?

และการที่มีเรื่องน่าฟังมากมายหลายเรื่องทับซ้อนกันไปมา ทำให้เหล่านสพ.ดำเนินการจัดตารางวิ่งเข้าออกห้องบรรยายไปมา โดยสามารถเช็คเรตติ้งผู้บรรยายกันได้อย่างชัดเจน แบบที่ถ้าเรตติ้งพุ่งกระฉูดมีต้องขอเก้าอี้เสริม และลงทุนขอนั่งพื้นกันเลยที่เดียวเพื่อเข้าฟัง เอ้..สงสัยจบงานนี้ผู้บรรยายหลายคนอาจต้องตั้งชมรมแฟนคลับขึ้นซะแล้วซิ หรือใครอยากได้เป็นป้ายไฟต้องบอกเหล่านสพ.แฟนคลับนะคับ
^ ^;;

โดยผู้เข้าฟังส่วนมากเป็น นสพ. และผู้บรรยายส่วนมากก็เป็นอ.ที่เคยสอนกันมา งานครั้งนี้หลายคนคงรู้สึกว่า เหมือนเป็นการมาเลคเชอร์นอกสถานที่ซะมากกว่า
 

แม้ว่างานครั้งนี้จะมีผู้เข้าฟังจากภายนอกไม่มากเท่าปริมาณนสพ.
อาจจะไม่อินเตอร์จ๋าๆอย่างที่ตั้งใจไว้
อาจจะมีขลุกขลักบ้างในส่วนของการจัดงาน

แต่ผมเชื่อว่าการเริ่มต้นสิ่งใหม่ๆ ทุกครั้งย่อมต้องมีอุปสรรคเพื่อให้ได้แก้ไข ปรับปรุงและทำให้มีครั้งต่อ ๆ ไปที่ดีขึ้นกว่าเดิม
^ ^
8월 29일

เกสร ภัตตาคาร

ห่างหายการอัพไปนาน
กลับมาคราวนี้ หลังจากลงMED 5 สัปดาห์ เหนื่อยมากมาย เหมือนชีวิตได้กลับมาเป็นคนอีกครั้ง เหอๆๆ
ช่วงนี้ว่างแล้ว ต้องนอนสะสม ซึ่งก็ตุนซะทุกวัน ทุกคาบเลย อิอิ
แล้วสิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้คือ การไปหาของอร่อยๆกิน เรื่องกินอ่ะ เรื่องใหญ่
วันนี้จะมาแนะนำร้านหนึ่งที่กินมานานแล้วเหมือนกาน และว่าจาไปรอบสองเร็วๆนี้ละ
ร้่าน เกสร ภัตตาคาร เป็นร้านอาหารไทย-จีน
เล่าเรื่องของกิน ขอเล่าไปตามรูปละกานนะ
อันนี้ป้ายหน้าร้าน จอดรถริมข้างทางได้ ส่วนเจ้าหมาเนี่ยก็นั่งเฝ้าหน้าร้านให้ อิอิ

01-1.jpg picture by kslee10 

 
 
เดินเข้าไปในร้านมีทั้งส่วนข้างนอกและส่วนข้างใน ส่วนข้างนอกก็ดูน่านั่งดี
 

 
 
แต่คราวนี้เรามานั่งในร้านเป็นห้องแอร์ มีห้องแยกด้วยถ้ามากันเยอะๆ อยากเป็นส่วนตัวก็จองเป็นห้องได้
เดินเข้าไปทางขวาจะมีเวทีเล็กๆ เค้าจะมีนักร้องประจำ แต่ไม่ได้เล่นสดนะ จะเป็นแค่คาราโอเกะ
เราก็สามารถขึ้นไปร้องได้ เค้าจาเดินมาถามตามโต๊ะว่าจะร้องมั้ย ก็ต่อคิวแล้วให้ขึ้นไปร้องได้ หุหุ
ขอกินให้อิ่มก่อน ไม่พลาดๆคับเรื่องร้องเนี่ย
มาเข้าเมนูแรกกันดีก่า
ออส่วนกระทะร้อน ขอบอกว่าหอยนางรมเค้าสด แล้วก้อตัวใหญ่ดี เยอะมากๆ
 
03.jpg picture by kslee10
 
 

จานต่อไปเป็น เป็ดกีต้าร์
เค้าทำคล้ายๆเป็ดปักกิ่งอ่ะ แต่มาทั้งเนื้อเป็ดและหลังกรอบๆ แล้วก็มีหมั่นโถวมากินควบด้วย
 
 
 
 
05.jpg picture by kslee10
 
 

จานต่อไปเป็น ไก่แช่เหล้า
อันนี้เวิค ชอบๆ ไก่เค้าทำได้อร่อย เนื้อนุ่มมากๆ  มีน้ำจิ้มสองอย่างให้เลือก หอมดีชอบๆ
 
 
 

จานต่อไปเป็น กระเพาะปลาผัดแห้ง
คือแบบว่าก็รสชาติทั่วๆไปอ่ะนะ แต่มาแบบ เอ่อ จานใหญ๋มั่กๆเลยอ่ะ นี่มากาน 4 คน จากินหมดมั้ยเนี่ย
 
 
 
 
08.jpg picture by kslee10

จานต่อไปเปน ปลา ไม่แน่จายว่าปลาอาราย คือกินมานานแล้ว แต่มานเปนราดน้ำแดง แล้วมีเส็นก๊วยเตี๋ยวผัดอยู่ข้างล่างด้วย
ขอบอกว่าปลาตัวใหญ่มากๆ ราดน้ำแดงมีเห็ดหอม  หอมมากๆ รสชาติดี
 
 
10.jpg picture by kslee10

เป็นอันว่าวันนั้นกินไปซะจุกเลย เหอๆๆ
อิ่มแล้วก้อขอขึ้นร้องเพลงหน่อย อิอิ
งานนี้คนมาด้วยไม่อยากรับว่ามาด้วยกานไปเลย งิอออออออออ
แต่ยังไม่มีอารายปาขึ้นมาขณะร้องน้า อิอิ แค่ส่งสายตาแปลกๆ มาให้เท่านั้นเอง หุหุ 
ไว้ถ้าไปลองเมนูใหม่จะมาบอกเล่าเน้อ
6월 1일

Narnia Prince Caspian

นาร์เนีย 2 ดีอย่างไม่น่าเชื่อ

เนื้อเรื่อง เรียกว่าต้องดูภาคแรกมากก่อนถึงจะเข้าใจได้
แม้ภาคแรกจะห่วยมาก แต่ขอบอกว่าต้องดูเอาเรื่องก่อนมาดูภาคนี้
ภาคนี้เรื่องก็ยังเป็นสองฝ่ายสู้รบกันเหมือนหนังแฟนตาซีน้านแหละ
แต่ที่บอกว่าเข้มข้นขึ้นเหมือนที่เขาโฆษณาจริงๆ ก็คือความซับซ้อนตรงอารมณ์ของตัวละคร
น่าติดตาม อารมณ์เสือสองตัวอยู่ถ้ำเดียวกันไม่ได้ 
ความขัดแย้งที่ยิงขึ้นไป จุดความน่าสนใจและกระตุ้นให้อยากรู้ต่อไป
 
ฉาก สวยงาม ใช้กราฟฟิคได้ดี
ฉากที่ชอบที่สุด คือตอนสะเทือนอารมณ์ได้ดีมาก
ที่บุกเข้าไปแล้วต้องรีบออกมาก่อนที่จะโดนปิดประตูเมือง
แล้วปีเตอร์มองกลับเข้าไปเห็นสิ่งที่เกิดจากการตัดสินใจผิดพลาด
ชีวิตที่ล้มตายมากมาย ดูฉากนี้แล้วอารมณ์กินขาด

บท ชอบเอ็ดที่สุด สมกับที่ว่าพูดน้อยต่อยหนัก
บทที่ชอบมากคือ หันมายิ้มสวยๆหน่อย
ช่ายเลย เป็นมุขที่เสริมได้อย่างพอดีพองามทั้งเรื่อง
ให้ไม่ขาดสีสัน แต่ก็ไม่ใช้ไร้สาระ
กับอีกฉากของเอ็ดตอนที่เข้าไปแทงแม่มดขาวจากข้างหลัง
ทั้งๆที่ปีเตอร์กับแคสเปี้ยน พยายามที่จะต่อสู้ตรงข้างหน้าแล้วก็ถูกมนต์สะกด
มันแสดงอะไรหลายๆอย่าง ทั้งว่าความช่วยเหลือที่มีให้กัน
และการมองอะไรแค่เพียงด้านเดียว โดยไม่เปิดใจรับรู้ว่ายังมีทางอื่นที่จะไปถึงความสำเร้จ

แอ็คชั่น เชื่อแล้วว่าของเขาเจ๋งจริง
ฉากที่ต่อสู้คือผ้าใบบรรเลงความสามารถ
โชว์ออกมาได้เรื่อยๆ
เศษก้อนหินที่แตกละเอียด
กองกำลังในมุมสูง มุมข้าง
โชว์ความคิดในการทำเอฟเฟ็คให้สวยงามและตื่นเต้น
ฉากต่อสู้สุดท้าย ทำให้เห็นว่าเขามีดีจริงๆ

คนแสดง ชอบนะ ภาคนี้ดูมีอารมณ์ร่วมได้เยอะก่าเก่ามากๆ
หรือเพราะโตขึ้น
หรือเพราะบมที่เข้มข้น มีอะไรให้แสดงมากกว่าการเดินตามกันไปตามกันมา


เพลงตอนท้าย ความหมายดีมากๆ เข้ากับเรื่องที่ต้องจากแล้ว ซึ้ง กินใจ ให้ความรู้สึกดีมากๆ
 
ความชอบมากมาย แต่มาติดตอนท้าย รู้ว่าต้องมีอัสลานมาช่วย
แต่ไงมันก็ดูขี้โกงชะมัด
ออกมาคำรามก้ชนะทุกอย่าง
ก้รู้นะว่าพระเจ้ายังไงก็มีอิทธิฤทธิ์เกินมนุษย์สู้ แต่ดูแล้วหงุดหงิดนิน่า


ไม่รู้ว่า ภาคนี้ดีจริง
หรือแค่เพราะไม่ตั้งความหวังเลยว่ามันดี
หรือเพราะภาคที่แล้วมันห่วยเกินจะนับ 
หรือเราขาดการดูหนังดีๆไปนาน

ไม่รู้ละ แต่เรียกว่าคุ้มมากที่ได้ดูเรื่องนี้ มีอีกรอบแน่นอน


4월 24일

Jiu Zhai Gou

 
ช่วงสงกรานต์เราก้อหนีออกนอกประเทศอีกจนได้ เหอๆๆ บอกแล้วว่าไม่ชอบน้ำ แต่ก้อหนีไปเที่ยวที่ให้ดูน้ำสวยๆ
จิ๋วจ้ายโกว เปนวนอุทยานในเขตธิเบต ที่ครายก้อบอกว่า ถ้าอยากดุน้ำ ต้องมาดูที่นี่
 
 
 
เช้ามาเราต้องเดินจากจุดที่จอดรถไปสักห้าร้อยเมตร เพื่อเข้าส่วนของอุทยาน โดยจะใช้รถของอุทยานต่อเข้าไปชมภายใน
 
 
 
 
 
 
หน้าทางเข้าจะเป็นดอกทิวลิปต้อนรับเรา จะมีสีแดงแล้วก้อสีเหลือง
 
 
 
เริ่มต้นด้วย long lake โชคดีที่ไปคราวนี้ได้เจอหิมะพอดี
 
 
 
 
ถ่ายรูปๆๆ วิวสวยมากๆๆ
 
 
 
 
 
 มาที่ต่อไปเปน ทะเลสาบห้าสี color lake เค้าว่ามีห้าสี ไมเรามองเหนแต่สีเขียว เขียวเข้ม เขียวอ่อน อ่อนมาก เหอๆๆ ซะง่านเลย
ห้าสีของเขาจริงๆ เหมือนจาเปน สีขาว สีดำ สีแดง สีฟ้า สีเขียว
 
 
 
จะมีทางเดินข้างเปนเหมือนสะพานไม้ ข้างๆทางมี snow man ด้วย
 
 
 
 
ระหว่างทางเปนหิมะตลอด ฉลองสงกรานต์ปีนี้ ด้วยการสาดหิมะละกาน
 
 
 
ทะเลสาปต่อมา คือ mirror lake ทะเลสาปกระจก เหมือนจริงๆนะ แบบว่าไม่รู้ว่าอันไหนเปนของจริงหรือเงาสะท้อน กันแน่
 
 
 
พักกินข้าวเที่ยงเสร็จ ก้อมาเดินเที่ยวกันต่อ อันนี้เป็น ทะเลสาปนกยูง น้ำใสมากๆสีสวยสุดๆ มองลงไปเห็นไม้หิน ใต้น้ำชัดใส
 
 
 
 
สีน้ำฟ้าชัดตัดกับสีแดงของปลาคาล์ฟ มองลงไปดูน้ำใสแจ๋ว
 
 
 
ระหว่างทางเดินไปดูน้ำตก สองข้างทางเป็นหิมะสีขาว เกร็ดน้ำแข็งเกาะตามกิ่งไม้
 
 
 
 
ช่วงที่ไปน้ำตก ดันเป้นน้ำน้อยอีก งืออออออ
 
 
 
 
ส่วนใหญ่น้ำตกเล็กจะแข็งเห็นเปนหิมะคลุมอยู่
 
 
 
 
 
จบท้ายด้วย แวะซื้อของฝากกันที่หมู่บ้านธิเบต ช้อปแหลก เหอๆๆ
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
3월 20일

hotaru no kikari

มีคนเคยบอกไว้ว่า
"ควรดูหนังมากกว่าดูละคร
เพราะละครหนึ่งเรื่องใช้เวลายี่สิบสามสิบชั่วโมงจะได้แค่หนึ่งพล๊อต
แต่หนังหนึ่งเรื่องเพียงสองถึงสามชั่วโมงก็ได้หนึ่งพล๊อตเหมือนกัน"
 
ตอนนั้นรู้สึกว่า อือ มันก็จริงนะ แล้วเราเสียเวลามานั่งดูละครกันทำไม
แต่พอวันนี้ที่นั่งดูซี่รี่ย์แดนปลาดิบจบไปเรื่องหนึ่ง
ใช้เวลาไปสิบกว่าชั่วโมง ก็ทำให้คิดถึงคำพูดนั้นอีก
แต่กลับรู้สึกต่างออกไปว่า

"คุ้มค่าว่ะ กับเวลาที่เสียไป"

เพราะอะไรน่ะหรอ ...

ซี่รี่ย์ที่ดู มันขายรายละเอียดมากกว่าขาย
พล๊อต
คนเรานั่งดูซี่รี่ย์สิบกว่าชั่วโมงจนจบได้คงไม่ได้ดูได้แค่พล๊อตหรอก

Hotaru no hikari



เป็นซี่รี่ย์ที่พอดูจบไปดูตอนแรกก็รู้เรื่องแล้วพล๊อตไม่มีอะไรเลย
นางเอกเป็นผู้หญิงคนหนึ่งที่สาวออฟฟิศดูดี เก่งเวลาที่ทำงาน
แต่พออยู่บ้านความเป็นตัวตนที่แท้จริง คือสาวปลาแห้ง
ที่ชอบใส่ชุดอยู่บ้าน ทำตัวซกมก นอนกลิ้งอยู่บ้านมากกว่าจะออกไปข้างนอก
เธอหลงรักรุ่นน้องคนใหม่ที่มาทำงานในออฟฟิศ
เธออยากจะลองสร้างความรักครั้งนี้ พยายามทำให้มันดีที่สุด
พระเอกคือผู้จัดการในออฟฟิศ ที่เพิ่งแยกทางกับภรรยา
และเพราะบ้านพ่อแม่ของพระเอก คือบ้านที่นางเอกอยู่ตอนนี้
ทั้งสองคนจึงต้องมาอยู่ร่วมหลังคาเดียวกัน โดยไม่บอกใคร
เรื่องจึงดำเนินด้วย การเรียนรู้กันไปทีละนิดไปเรื่อยๆ
ช่วยเหลือกัน แก้ปัญหาต่างๆตามสไตล์ซี่รี่ย์ญี่ปุ่นทั่วไป

แต่ดูไปดูไป เออ มันเก็บทุกรายละเอียดดี
ฉาก บทพูด ความรู้สึกที่ค่อยๆพัฒนาขึ้นไปเรื่อยๆที่ละตอน
ทำให้เรารู้สึกสนิทกับตัวละคร เรียนรู้มากขึ้นไปเรื่อยๆ จนอิน
และพาเราเดินไปถึงตอนจบ ด้วยรอยยิ้มหรือบางทีด้วยคราบน้ำตา

ต้องไปลองดูกันเอาเอง หุหุ
ทำให้รู้สึกว่าจะละครหรือหนัง

ไม่ว่าจะดูอะไรก็ไม่สำคัญ อยู่ที่ว่าได้อะไรจากที่ดูไปมากกว่า ^ ^